: / หน้าหลัก / บทความ / อย่าใช้ Google Sheet เป็นฐานข้อมูล

>อย่าใช้ Google Sheet เป็นฐานข้อมูล

Created :2025-08-12

TL;DR: ถ้าตอนนี้คุณใช้ Google Sheets เป็นฐานข้อมูลสำหรับงานอัตโนมัติ, AI workflows หรือแอปฯ อื่นๆ แนะนำให้หยุดก่อน เพราะ Google Sheets ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นฐานข้อมูล ควรใช้เครื่องมือที่สร้างมาเพื่อเก็บ จัดการ และค้นหาข้อมูลแบบจริงจังดีกว่า

ทำไมไม่ควรใช้ Google Sheets เป็นฐานข้อมูล#

Google Sheets เป็นเครื่องมือทำสเปรดชีตที่ดี ใช้คิดเลข ทำกราฟ แชร์งานกับเพื่อนร่วมทีม หรือเก็บข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ได้ดีมาก

แต่ว่ามันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อนเป็นฐานข้อมูล

เหตุผลที่ Google Sheets ไม่เหมาะจะเป็นที่เก็บข้อมูลระยะยาว เช่น

  • ไม่มีระบบ relational database จริง ๆ – ไม่มี foreign keys, joins
  • ไม่มีระบบจัดการสิทธิ์การเข้า – คุมไม่ได้ว่าคนไหนดูได้/แก้ได้แค่ไหน
  • ประสิทธิภาพต่ำเมื่อข้อมูลเยอะ
  • ไม่สามารถทำ Automation ได้โดยง่าย + ขยายระบบยาก

ถ้าฝืนใช้เกินขอบเขตของมัน สุดท้ายก็ต้องเจอปัญหา error, ข้อมูลเพี้ยน หรือระบบช้าแน่นอน โชคดีที่ตอนนี้มีทางเลือกอื่น ๆ ที่ดีกว่า

ตัวเลือกฐานข้อมูลที่ดีกว่า Google Sheets#

ปัจจุบันเครื่องมือฐานข้อมูลสมัยใหม่แบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ

1. หน้าตาแบบสเปรดชีต + ฐานข้อมูล (No-Code / Low-Code)#

เป้าหมาย: ใช้แทน Google Sheets สำหรับกรอกข้อมูลแ แต่มีโครงสร้างฐานข้อมูล + API ให้ใช้ด้วย

เหมาะสำหรับ: คนไม่เก่งโค้ด แต่ต้องการจัดเก็บข้อมูลอย่างถูกต้องและเป็นระบบ

ตัวอย่าง:

  • NocoDB | ⭐ 56.4k
    • ใช้ง่าย หน้าตาคล้าย Google Sheets
    • คิดราคาต่อผู้ใช้
    • บางฟีเจอร์ล็อกไว้ให้แพ็กเกจเสียเงิน
  • Teable | ⭐ 19.2k
    • ใช้ง่าย หน้าตาคล้าย Google Sheets
    • คิดราคาต่อผู้ใช้
    • บางฟีเจอร์ล็อกไว้ให้แพ็กเกจเสียเงิน

จุดเด่น:

  • แก้ไขแบบตาราง เหมือน Google Sheets
  • มีระบบ filter, group, กรอกข้อมูลเร็ว ๆ
  • เหมาะกับโปรเจกต์เล็ก ที่ไม่ได้มี workflow ที่ซับซ้อนมากนัก

2. Full-Stack Low-Code Web App Frameworks (Database + Admin UI)#

เป้าหมาย: สร้างแอปธุรกิจ, ERP, CRM ที่มี backend, frontend และ workflow ครบในตัว

เหมาะสำหรับ: โปรแกรมเมอร์หรือทีมที่อยากได้ระบบจัดการข้อมูลที่มี Admin UI และ API ในตัว

ตัวอย่าง:

  • Frappe Web Framework | ⭐ 8.9k + ERPNext | ⭐ 27.7k
    • ไม่มีค่า License ต่อผู้ใช้ และไม่มีฟีเจอร์ที่ล็อกไว้สำหรับแพ็กเกจเสียเงิน
    • ฟีเจอร์เยอะ และโอเพนซอร์ส
  • Directus | ⭐ 32k
    • ใช้ฟรีสำหรับทีมเล็ก แต่ถ้ารายได้บริษัทเกิน 5ล้าน USD ต้องจ่ายค่า License
    • คิดราคาต่อผู้ใช้งาน
  • Strapi | ⭐ 69k
    • บางฟีเจอร์ enterprise ต้องเสียเงิน เช่น SSO, audit logs, review workflow
    • เน้นเป็น headless CMS
  • KeystoneJS | ⭐ 9.7k
    • At quick glance, seems promising, includes hooks, access control, and authentication.
    • Monetization is through paid support, not locked features (which is great).
    • จากการดูเร็วๆ ระบบค่อนข้างน่าสนใจ มีระบบ hooks, access control, auth
    • รายได้มาจากการซัพพอร์ต ไม่ได้มาจากการล็อกฟีเจอร์ (ซึ่งเป็นเรื่องดี)

จุดเด่น:

  • ระบบรองรับการใช้งานที่ซับซ้อน
  • เหมาะกับงานระดับองค์กร

3. Lightweight Backend + Realtime Database#

เป้าหมาย: ให้แอปมี backend, API, auth และซิงค์ข้อมูลแบบ realtime

เหมาะสำหรับ: โปรแกรมเมอร์ที่สามารถสร้าง Admin UI เองได้

Key Traits:

  • Developer-focused - designed for building custom frontends.
  • No spreadsheet-like interface.
  • Great for high-performance, scalable applications.

จุดเด่น:

  • เน้นให้สำหรับเป็น Backend Database ให้ นักพัฒนาสร้าง App ต่อเอง
  • ไม่มีหน้าตาแบบสเปรดชีต และไม่มี Admin UI
  • เหมาะกับงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก

ทำไมผมแนะนำให้ Frappe Web Framework#

แม้ดูจาก GitHub stars แล้ว Frappe อาจดูไม่ดัง แต่ถ้านับรวม ERPNext จะเห็นว่ามีผู้ใช้งานจำนวนมาก และพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากว่า 14 ปีแล้ว นั่นหมายถึงโปรเจคมีความเสถียรมากพอสมควร

โมเดลรายได้ของ Frappe มาจากการให้บริการโฮสต์ ERPNext บนคลาวด์ ไม่ได้มาจากการล็อกฟีเจอร์หลัก

ผมใช้ Frappe Web Framework มามากกว่า 8 ปีแล้ว และพบว่าผมสามารถแก้ไขแอพให้ทำตามความต้องการของธุรกิจได้เสมอ Frappe เป็นโอเพนซอร์ส ที่ไม่มีค่าไลเซนส์ต่อผู้ใช้ และยืดหยุ่นสูงมาก

ฟีเจอร์เด่น:

  • โอเพนซอร์ส – โฮสต์เองหรือใช้คลาวด์ก็ได้
  • สร้างฐานข้อมูลได้ง่าย
  • มีหลายการแสดงผล – List, Report, Dashboard, Kanban, Image, Tree
  • จัดการข้อมูล CRUD – Create, Read, Update, Delete พร้อมฟอร์มในตัว
  • สิทธิ์ตาม Role – คุมได้โดยละเอียดว่าใครทำอะไรได้
  • สร้างเอกสารสำหรับพิมพ์ได้ – สร้างเอกสาร ออกบิล, รายงาน หรือเอกสารเฉพาะกิจ
  • Data Validation Rules – วางกฎตรวจข้อมูลตั้งแต่ในฐานข้อมูล

คุณสามารถใช้ Frappe เป็นเครื่องมือ Low-Code ได้ในตอนแรก และเมื่อพร้อมก็สามารถสร้าง Custom App เพื่อรองรับการ Customization อย่างเป็นระบบ จากนั้นถ้าคุณยังต้องการ feature ที่ Frappe ไม่สามารถทำได้ คุณก็สามารถ Host Frappe ได้เองเพื่อ Customize ต่อจาก Infrastructure ได้โดยตรง

You can start with Frappe as a low-code tool, then scale up to fully custom applications as your requirements grow. If you outgrow Frappe's default features, you can extend it with custom apps and host it yourself for complete control.

สรุป

Google Sheets เป็นเครื่องมือที่ดีมากในฐานะสเปรดชีต แต่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับเป็นฐานข้อมูล ถ้าคุณอยากได้ระบบที่ขยายได้, แม่นยำ และดูแลระยะยาวง่าย ควรย้ายไปใช้ฐานข้อมูลที่ได้พูดถึงด้านบนดีกว่าครับ

สำหรับธุรกิจเล็กถึงกลาง Frappe Web Framework เป็นตัวเลือกที่ลงตัวทั้งเรื่องความยืดหยุ่น, ค่าใช้จ่าย และฟีเจอร์ครับ

อยากได้คนช่วยคิดและลงมือทำ?เราพร้อมช่วยคุณวางแผนและลงมือทำให้ง่าย และรวดเร็ว
จ้างเรา